posted on 04 Sep 2009 08:42 by tangmokid
ไม่มีแล้วโรงเรียนระเบียบจัด
ไม่มีแล้วโต๊ะพึ่งขัดอยากให้เขียน
ไม่มีแล้วฝ่ายปกครองไล่นักเรียน
ไม่มีแล้วพวกโดดเรียนเซียนทุกคน
ไม่มีแล้วสนามบาสดูเพื่อนเล่น
ไม่มีแล้วตอนเย็นๆตั้งวงแฉ
ไม่มีแล้วพวกหน้าวอกแป้งเด็กแคร์
ไม่มีแล้วโต๊ะแชร์ที่กินตังค์
ไม่มีแล้วตั้งวงเล่นรูบิค
ไม่มีแล้วการส่งซิกที่เคยสอบ
ไม่มีแล้วการบ้านที่เคยลอก
ไม่มีแล้วเพื่อนที่บอกว่ารักมึง
ไม่มีแล้ววันวานแสนสนุก
ไม่มีแล้วความสุขที่แปรผัน
ไม่มีแล้วเพื่อนสนิทนิจนิรันดร์
ไม่มีลืมเพื่อนกันตลอดไป
posted on 28 Jul 2009 08:33 by tangmokid
วันต้องจาก?จากลา?ต้องมาถึง
วันเคยซึ้งวันสุขใจต้องไกลห่าง
วันเคยยิ้มทุกข์ถมทับกลับร้าวบาง
วันเดินทางคือวันพรากต้องจากกัน
บนเส้นทางยาวไกลให้ย่างก้าว
มีเรื่องราวร้อยหวังพลังฝัน
ทั้งน้ำตาหลากปัญหา สารพัน
เราร่วมปันกำลังใจให้สู้ทน
อุปสรรคโถมท้าพาเธอฉัน
พร้อมฝ่าฟันทุกเวลาท้าลมฝน
ทุกข์จะยิ้มล้มจะยืนคืนค่าคน
บอกตัวตนยังมีกันไม่หวั่นเกรง
จุดทางแยกใช่แยกนามความเป็นเพื่อน
แท้ย้ำเตือนความจริงใจไม่ข่มเหง
ประสมศิลป์สื่อประสานผ่านบทเพลง
เพื่อบรรเลงไฟศรัทธาคว้าหลักชัย
แล้วจะพบมิตรภาพอาบปลายฟ้า
เชื่อมดวงตาเชื่อมความดี?ต่างมีให้
ณ ที่นั่นมีเธอฉันมั่นหัวใจ
เราอยู่ใกล้แม้กายห่างอย่างยินดี
posted on 20 Apr 2009 15:25 by tangmokid
วันนี้เราเอาโรคใหม่สำหรับวัยรุ่นมาฝากกัน
โรค
แรกคือโรคเห่อตามแฟชั่น
ต้องยอมรับว่ากระแสวัตถุนิยมที่หลั่งไหลมาอย่างรวดเร็ว
ส่งผลให้สินค้าเทคโนโลยีของค่ายมือถือ
จำเป็นที่จะต้องแข่งขันกันออกผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆเพื่อตอบสนองต่อความต้องการ
ของลูกค้า รวมทั้งพยายามดูดเงินในกระเป๋าลูกค้าให้มากที่สุด
จากเมื่อก่อนที่มือถือของแต่ละค่าย รุ่นหนึ่งกว่าจะออกมาใหม่ใช้เวลาเป็นปี
ซึ่งก็จะออกเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีใหม่เท่านั้น
ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องแฟชั่นมากนัก
เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นเดือนหนึ่งบางทีออกรวดเดียว 5 รุ่น
พอคู่แข่งออก อีกค่ายก็ต้องออกตามมาเป็นพรวน มีทั้งค่ายยุโรป ญี่ปุ่น
เกาหลี อเมริกา จีน แม้กระทั่งค่ายของไทยเราเองก็มี ทำให้เดี๋ยวนี้
โทรศัพท์มือถือที่เปิดตัวออกมาปีละหลายร้อยรุ่น แม้กระทั่งคนในวงการเอง
บางทีพอบอกแต่ชื่อรุ่นมา
ก็ยังนึกไม่ออกต้องกลับไปเปิดข้อมูลดูก่อนจึงจะถึงบางอ้อน่ะครับ และ
ด้วยโรคเห่อตามแฟชั่นนี้
กลุ่มที่เป็นโรคนี้ก็มักจะเปลี่ยนโทรศัพท์มือถืออย่างรวดเร็วด้วยวัตถุ
ประสงค์คือ ต้องนำสมัยเพื่อเป็นเครื่องประดับอวดเพื่อน หรือหากซื้อเครื่องใหม่มาแล้วไม่พอใจก็เปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วโดยไม่เสียดายเงินที่จะต้องเสียไป จนบางครั้งลืมที่จะศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการตัดสินใจ เพ
ยงเพราะจะสามารถนำไปบอกเพื่อนๆได้ว่า ฉันมีเครื่องรุ่นนี้ก่อนคนอื่น
ใหม่ล่าสุด อินเทรนด์ที่สุด ประมาณนี้ครับ
ไม่เพียงแต่โทรศัพท์มือถือเท่านั้น
ผมว่าน่าจะรวมสินค้าแฟชั่นอื่นๆด้วยไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า
หรือสินค้าประเภทอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งก็ส่งผลให้เกิดโรคที่สองตามมา
โรคที่สอง คือโรค ทรัพย์จาง เป็น
โรคที่เกี่ยวข้องกับภาวะการเงินส่วนตัวที่หมุนไม่ทัน
และส่วนใหญ่ก็จะเป็นกับผู้ที่มีรายได้ต่อเดือนเป็นจำนวนที่จำกัดตายตัว
แต่ด้วยความเห่อแฟชั่น เดี๋ยวนี้ ร้านค้าก็มีให้ผ่อนกัน 6 เดือน 12 เดือน
ทำให้ไม่ต้องควักเงินก้อน บางทีผ่อนตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ ยังไม่ทันหมด
ก็เปลี่ยนเครื่องใหม่อีกแล้ว
ไปมีภาระผ่อนเพิ่มเติมอีกและแน่นอนว่าด้วยภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นทุกวัน
แต่รายได้เท่าเดิม แต่ไปเพิ่มภาระตัวเองในการซื้อของตามความทันสมัย
ก็ส่งผลให้ขาดความคล่องตัวในการใช้จ่ายเงิน มีหนี้สิน
จนหลายคนอาจต้องเลือกเดินทางที่ไม่ถูกต้องเพื่อหารายได้เพิ่มเติมในส่วนที่
ใช้จ่ายไม่พอ ซึ่งเราก็จะได้ยินอยู่เสมอว่า น้องๆผู้หญิงหลายคนรับจ็อบ หรือ
หารายได้ด้วยการขายบริการ หรือเลยเถิดไปจนถึงการขายยาเสพติด
ส่งผลให้เกิดปัญหาสังคมตามมาไม่หยุดหย่อน
หรือบางทีก็ได้ยินว่ามีการฉกชิงวิ่งราว ลักขโมย ก็เป็นปัญหาที่แก้ไม่จบครับ ทั้ง
นี้โรคทรัพย์จางจากโทรศัพท์มือถือยังรวมไปถึงการโทรที่พร่ำเพรื่อ
จนหลายคนต้องจ่ายค่าโทรเดือนละหลายพัน ทั้งๆที่ยังหาเงินเองไม่ได้
โรคที่สามคือ โรคขาดความอดทน และใจร้อน เคย
คิดกันไหมครับว่า เมื่อสมัยก่อน ที่เราใช้โทรศัพท์บ้าน
และยังไม่มีโทรศัพท์มือถือนั้น เวลาที่เราไปคอยเพื่อนโดยโทรนัดกันเมื่อวาน
วันนี้ไปคอยที่นัด หากเพื่อนยังไม่มา เราก็รอบางครั้ง เลยเวลากว่า 30 นาที
เราก็ยังคงนั่งรอได้
หรือย่างมากหากเลยเวลาเป็นชั่วโมงก็โทรไปที่บ้านเพื่อนถามกับคนที่บ้านว่า
เพื่อนเราออกมานานหรือยัง แต่ถ้าเป็นสมัยนี้ หากใครไปถึงก่อนเวลา
ก็จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรเช็คเพื่อนทันทีว่า ออกจากบ้านหรือยัง
หรือกำลังอยู่ที่ไหน บางทีเพื่อนมาช้าไปนิดเดียว ก็ไม่รอ
ให้ตามไปยังที่อื่นที่กำลังจะไป โดยให้โทรหากันเมื่อมาถึง
หรือบางครั้งเพียงแค่เดินไปเข้าห้องน้ำก็ยังต้องโทรตามกัน ยิ่งหากวันไหน
โทรไปแล้วเพื่อนรับสายช้า ก็จะหงุดหงิด ซึ่งนับได้ว่าโรคนี้ทำให้คนใจร้อน
รอไม่เป็น อาจเรียกได้ว่าสมาธิสั้นกลายๆครับ
โรคที่สี่คือ โรคขาดกาลเทศะและไร้มารยาท อัน
นี้เชื่อว่าพบเห็นได้บ่อยมากๆ ลองนึกดูนะครับ
เวลาเรากังนั่งชมภาพยนตร์อย่างมีอรรถรส จู่ๆก็มีเสียงโทรศัพท์คนข้างๆ
ดังขึ้นมา เราใช้สายตาชำเลือง ดูว่าเขาจะรีบตัดสายหรือไม่
กลายเป็นว่าเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย และคุยเสียอีก
ทั้งๆที่ก่อนภาพยนตร์ฉายก็มีการเตือนกันบนจอว่า
กรุณาปิดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด แต่ก็ยังไม่วายรับสายเสียจนได้ หรือ
อย่างในลิฟท์ซึ่งปกติแล้วสัญญาณอาจจะขาดหายไปบ้าง
ก็ยังพยายามคุยให้อีกฝ่ายได้ยิน อาจใช้เสียงที่ดังขึ้นอีก หรือในห้องเรียน
หรือห้องประชุมก็เช่นกัน ไม่เหมาะสมที่จะใช้โทรศัพท์โดยไม่จำเป็น หรือหากจำเป็นจริงๆก็น่าจะออกไปคุยนอกห้องครับ
โรคที่ห้าคือ โรคขาดมนุษยสัมพันธ์ จะเห็นได้ชัดเจนเมื่อเวลาที่เราคุยโทรศัพท์ติดพัน และก็จะไปปลีกวิเวกเช่นในห้องนอน หรือ
ในห้องน้ำ เชื่อว่ามีจริงๆนะครับ นั่งส้วมไป โทรศัพท์ไปด้วยเนี่ย
ยังโชคดีที่เทคโนโลยียังพัฒนาให้สื่อสารไปได้แค่เสียง
หากสื่อกลิ่นได้ด้วยละก็ตัวใครตัวมัน คู่สนทนาอาจรีบๆวางไปเลยก็ได้ครับ
หลายคนคุยโทรศัพท์ทีละ หลายชั่วโมง เล่นเอาข้าวปลาไม่กิน เวลานอนไม่นอน ทั้งๆ
ที่บางครั้งก็เพิ่งกลับจากโรงเรียน หรือมหาลัย ที่เพิ่งเจอกันหยกๆ
และรุ่งขึ้นก็ต้องไปเจอกันอีกแท้ๆ เมื่อเราเสียเวลาในการโทรนานๆ
ทำให้ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เช่นพ่อ แม่ พี่น้อง ก็เหินห่างไป ส่งผลให้เกิดปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ครับ
โรคสุดท้าย คือโรคไม่จริงใจ เกิด
ได้เมื่อเราได้คุยโทรศัพท์กับคู่สนทนา และด้วยความที่ไม่เห็นหน้ากัน
อย่างโบราณว่า ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ เมื่อไม่เห็นดวงตา
ทั้งเราและคู่สนทนาอาจกำลังพูดไม่จริงอยู่ในบางเรื่องโดยที่ไม่รู้สึกกระดาก ซึ่ง
โดยปกติหากคนเราพูดโกหกต่อหน้าใครแล้ว เรามักจะหลบสายตาหรือมองไปทางอื่น
แต่เมื่อได้ยินแต่เสียงเราก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเขาพูดจริงอยู่แค่ไหนได้เลยครับ
ยิ่งใครที่แฟนมีกิ๊กหลายๆคนละก็ การโทรตามนั้น
อาจทำให้แฟนเราโกหกเรามากและบ่อยขึ้นก็เป็นได้ครับ
ทั้ง
หกโรคข้างต้น ที่ได้กล่าวถึงนี้
ล้วนแล้วแต่เป็นโรคที่เราสามารถจะปรับตัวและเปลี่ยนพฤติกรรมได้ด้วยตัวเอง
ทั้งนั้น ดังนั้นหากใครที่รู้ตัวว่าเป็นโรคใดอยู่
ก็ลองหาวิธีแก้ไขปรับปรุง
อาจไม่ต้องถึงกับหักดิบว่าฉันจะไม่ใช้โทรศัพท์มือถือเลย
แต่ให้ลดลงเรื่อยๆทีละน้อย
เพื่อช่วยให้ตัวเราและสังคมดียิ่งขึ้นก็น่ายินดีแล้วครับ เอาละครับ
ฉบับนี้ต้องลากันไปก่อน ท้ายนี้ก็ขออวยพรปีใหม่ให้กับคุณผู้อ่านเจริญด้วย
อายุ วรรณะ สุขะ พละ และร่ำรวยยิ่งๆขึ้นไปครับ ขอบุญรักษาคุณผู้อ่านครับ/ mchaw
posted on 20 Apr 2009 15:14 by tangmokid
สุขภาพกายกับการใช้โทรศัพท์มือถือ
บทความจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
คำเตือน "
ยามนอน อย่าได้นำโทรศัพท์มือถือมากอดไว้แนบกายเสมือนหนึ่งตุ๊กตาแสนรัก
หรืออย่าได้วางไว้ใต้หมอนเวลาใช้งานแทนนาฬิกาปลุก พยายามวางให้ห่างตัวไว้
20-30 ซม. เป็นอย่างน้อย" แม้ไม่ได้ใช้แทนนาฬิกาปลุก
แต่ก็มีหนุ่มสาวหลายคนซุกโทรศัพท์มือถือไว้ใต้หมอนบนเตียงนอน
ใครจะไปรู้ว่าหวานใจจะโทรมาเมื่อใด ยิ่งหยิบรับได้ไว ยิ่งสื่อบอกความในใจ
เป็นการทำคะแนนไปส่วนหนึ่งแล้ว
ทำไมต้องมีคำเตือนอย่างข้างต้น
อย่าลืมว่ามีคำถามหนึ่งที่ถูกถามนับหลายร้อยครั้ง
โดยผู้ใช้โทรศัพท์มือถือหลายร้อยหลายพันคน
แต่ยังไม่เคยได้รับคำตอบที่กระจ่างชัด นั่นก็คือ การใช้โทรศัพท์มือถือนั้น
เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ ทุกวันนี้
ไม่มีข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ถึงผลร้ายที่เกิดขึ้นกับ
สิ่งมีชีวิตจากการใช้โทรศัพท์มือถือ นักวิทยาศาสตร์ทุกคนต่างยอมรับว่า
มีผลกระทบอยู่บ้าง โดยสามารถตรวจจับได้ด้วยกระบวนการทางการวิจัยอันทันสมัย
แต่กระนั้นก็ยังไม่มีใครสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำถึงธรรมชาติ
อันแท้จริงของมัน นักวิทยาศาสตร์ผู้ทำการทดลอง
เพื่อประเมินผลกระทบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่ออกมาจากตัวเครื่องโทรศัพท์
มือถือสู่สัตว์ทดลอง
และตัวมนุษย์ได้ผลลัพธ์ที่บอกเราให้ทราบเฉพาะในบางเรื่องเท่านั้น
ภาพโดยรวมของผลกระทบที่แท้จริง ยังคลุมเครือไม่ชัดเจน
การศึกษาหนึ่ง
ที่ทำกันเป็นระยะเวลา 2 ปี ในประเทศฟินแลนด์ โดย Radiation and Nuclear
Safety Authority ซึ่งมุ่งเป้าหมายไปที่ผลกระทบของโทรศัพท์มือถือ
ที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์ ได้ผลสรุปออกมาว่า
การได้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทรศัพท์มือถือ
มีผลกระทบบางประการต่อสุขภาพของมนุษย์ า
อย่างไรก็ตาม
นับเป็นการยากที่จะสรุปลงไปในตอนนี้ เพราะยังไม่ค่อยมีการศึกษา
ที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยา ที่เกิดขึ้นในร่างกายมนุษย์
อันสืบเนื่องจากสาเหตุนี้ ข้อมูลที่ได้เพียงทำให้ทราบว่า
มีการตอบสนองทางชีววิทยาบางอย่างเกิดขึ้น
ปฏิกิริยาตอบสนองนี้แม้ไม่ได้เป็นปัญหาที่คุกคามชีวิต
แต่ก็สร้างความวิตกกังวลให้ไม่น้อย
มีกลุ่มนักวิจัยชาวสวีเดนกลุ่มหนึ่งได้ชี้ให้เห็นถึงความเกี่ยวโยงกัน
ระหว่างโรคความจำเสื่อมกับการใช้โทรศัพท์มือถือ
นักวิทยาศาสตร์
แห่ง Bristol University และ British Queen"s hospital
ได้ทำการทดลองภายใต้การนำของ ดร. Alan Preece
เพื่อค้นหาผลกระทบระยะสั้นที่โทรศัพท์มือถือ มีต่อสุขภาพ
อาสาสมัครที่เข้าร่วมถูกกำหนดงานให้ทำในต่างสภาวะกัน
เพื่อตรวจเช็คความสามารถทางปัญญา
กลุ่มหนึ่งทำงานอยู่ภายใต้อิทธิพลของคลื่นไมโครเวฟจากเครื่องโทรศัพท์ระบบดิ
จิทัล อีกกลุ่มหนึ่งจากเครื่องโทรศัพท์ระบบอนาล็อก และกลุ่มสุดท้ายทำงาน
โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของโทรศัพท์มือถือแต่อย่างใด
นักวิจัยกลุ่มนี้พบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ
ที่มีนัยสำคัญเกิดขึ้นกับความจำระยะสั้น
หรือทำให้สมาธิน้อยลงหลังได้รับอิทธิพลจากคลื่นนาน 30 นาที ยิ่งไปกว่านั้น
การทดสอบทางการเห็นแสดงว่า
เวลาที่ใช้ในการตอบสนองของสมองยังลดลงภายใต้อิทธิพลของโทรศัพท์มือถือ
ใน
ปีเดียวกัน MedScape ออกบทความหนึ่งที่ถูกนำเสนอโดยทีมวิจัยชาวสวีเดน
การทดลองนี้ใช้ผู้ป่วย 233 คน นักวิทยาศาสตร์ศึกษาถึงความเป็นไปได้ของ
การเกิดเนื้องอกขึ้นในบริเวณของสมอง ที่ได้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
จากเรดิโอโฟนมากที่สุด การวิเคราะห์ทางสถิติแสดงว่า
สมองบริเวณนี้มีความเสี่ยงต่อการเป็นเนื้องอกสูงกว่าส่วนอื่น อย่างไรก็ตาม
ความจริงนี้เป็นเพียงแค่สัญญาณเตือนแต่ยังไม่ใช่เหตุผลที่ดีที่จะฟันธงลงไป
ได้เลย เพราะมีคนไข้ 12 คนใน 13 คนที่เป็นเนื้องอกชนิดมะเร็ง
และไม่ใช่มะเร็งที่ใช้โทรศัพท์ระบบอนาล็อกที่มีการแผ่รังสีสูง
จะ
เห็นได้ว่าข้อมูลถึงผลกระทบต่อสุขภาพจาก
การใช้โทรศัพท์มือถือเท่าที่มีอยู่นี้
ยังไม่ได้ทำให้คำตอบที่ประจักษ์ชัดแต่อย่างใด เราอาจต้องรอฟังผลไปอีก 10
ปีข้างหน้า ต้องรอใช้ไปจนแก่เสียก่อน หรือไม่ก็รอให้ลูกหลานหาคำตอบให้
นักวิชาการว่าอิทธิพลของเทเลคอมมูนิเคชั่นยังเป็นเรื่องใหม่เกินกว่าจะพูด
อะไรได้ชัดเจนในตอนนี้ บ้างว่าอาจจะไม่มีผลกระทบอะไรตามมาเลย
ระบบภูมิคุ้มกันที่ได้มาแต่กำเนิด
ช่วยให้มนุษย์สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม สรุปได้ว่าทุกวันนี้
ยังไม่มีข้อเท็จจริงที่จะทำให้เราทราบได้แน่ชัดว่าการแผ่รังสีของ
เครื่องโทรศัพท์มือถือนั้น ปลอดภัยต่อสุขภาพแค่ไหน
การขาดข้อเท็จจริงทางวิชาการยังคงสร้างเสียงร่ำเสียงลือกันไปต่างๆ นานา
ได้อีกนาน
เสียงที่ได้จากการทำโพลล์แสดงให้เห็นว่า
ผู้ใช้มือถือส่วนใหญ่คิดว่า
เมื่อเทียบกับแฮนด์ฟรีแล้วตัวเครื่องจะมีอันตรายต่อสุขภาพ
แต่พูดลงตัวเครื่องมีความสะดวกกว่ามาก
จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมผู้ใช้จึงไม่ค่อยนิยมแฮนด์ฟรีกัน
การใช้โทรศัพท์มือถือมีผลร้ายต่อสุขภาพมากน้อยแค่ไหน
และจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่นั้น
แม้ยังไม่มีหลักฐานใดยืนยันแต่ก็ควรให้ความระมัดระวังในการใช้
โดยมีคำแนะนำที่ปฏิบัติตามได้ง่ายไม่ยากดังต่อไปนี้
-
ถ้าเป็นไปได้ให้ใส่ไว้ในกระเป๋าถือหรือย่ามสะพาย ซึ่งคุณผู้หญิง
ส่วนใหญ่มักจะทำเช่นนี้อยู่แล้ว ในขณะที่คุณผู้ชายมัก จะเหน็บติดตัว
- อย่าเอาโทรศัพท์มือถือมากอดนอน พยายามวางไว้ห่างตัวอย่างน้อย 20-30 ซม. เวลาใช้เป็นนาฬิกาปลุก ก็อย่าวางไว้ใต้หมอน
-
การใช้ Bluetooth ทำให้เราสามารถวางมือถือห่างตัวได้ถึง 10 เมตร
และการแผ่รังสีจาก Bluetooth ต่ำกว่าของตัวโทรศัพท์เอง
ถ้าอุปกรณ์นี้มีราคาแพงเกินให้เลือกใช้แฮนด์ฟรีแทน
- ถ้าใช้โทรศัพท์มือถือในรถบ่อย ควรหาซื้อชุดติดตั้งรถยนต์
- อย่าพยายามเปิดหน้ากากมือถือทิ้งไว้หรือปิดเสาอากาศ เพราะอาจทำให้เครื่องเสื่อมสภาพหรือ ไปเพิ่มกำลังรับส่งในโหมด standby
- ใช้เสาอากาศนอกถ้าเป็นไปได้ จะช่วยลดกำลังในการเพิ่มสัญญาณ ขณะเดียวกัน ก็เป็นการลดผลกระทบลงด้วยเช่นกัน
- ระบบอนาล็อกรุ่นเก่ามีผลกระทบสูงสุดต่อร่างกายมนุษย์ เมื่อเทียบกับระบบดิจิทัลรุ่นใหม่ นึกถึงเรื่องนี้ไว้ด้วยเวลาเลือกใช้
- ความปลอดภัยของโทรศัพท์ไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่เป็นเพราะมีชิ้นส่วนประกอบที่ล้ำหน้ากว่า และทำงานได้ดีในกำลังส่งต่ำ
-
โทรศัพท์ที่มีกำลังสูงจะมีผลสูงสุดต่อร่างกาย บางรุ่นมีกำลังรับที่ดีมาก
แต่พอพูดไปได้ 5 นาทีก็รู้สึกว่าหูร้อนแล้ว
และนี่เป็นเพียงแค่ผลกระทบภายนอกที่เรารู้สึกได้เองเท่านั้น
ส่วนผลกระทบภายในใครจะไปบอกได้
เพียงหวังไว้ว่าในอนาคตคงไม่ต้องเห็นข้อความเตือนว่า
การใช้โทรศัพท์มือถือมีอันตรายต่อ สุขภาพเหมือนดังที่ปรากฏบนซองบุหรี่
เพราะที่ผ่านมา ก็โดนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากันไม่รู้จักเท่าไรแล้ว ...